ข้อมูลทรัพยากร

Ratings :
0
No votes yet

การต่อลงดินระบบไฟฟ้า (Electrical Earthing) เล่มที่ 2 การป้องกันไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย.
ประเภททรัพยากร : หนังสือเล่ม
ชั้นเก็บ : ตู้ 3 ชั้น 6 ฝั่งขวา
หมวด : 600
เลขหมู่หนังสือ : 621.3
สำนักพิมพ์ : เค.พี. จันทรเกษม.
ผู้แต่ง : วิวัฒน์ กุลวงศ์วิทย์.
ยอดคงเหลือ : 1


เนื้อหาย่อ : จุดประสงค์ในการเรียบเรียงเรื่องการต่อลงดิน เล่มที่ 2 เรื่องการต่อลงดินเพื่อความปลอดภัย ซึ่ง นเรื่องการต่อลงดินของมาตรฐาน TEC 60364-4-41, Protection against electric shock เพื่ เข้าใจเจตนารมย์และปรัชญาของมาตรฐานนี้ ดังนั้นในการเขียนเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้จึงได้พยายามนำ หลักการวิชาฟิสิกส์และวิชาวงจรไฟฟ้าเพื่อนำมาอธิบายความหมายของข้อกำหนด (requirements) ของ มาตรฐานในแต่ละหัวข้อ ทำให้เข้าใจในหลักการที่ได้นำมาประยุกต์ใช้งานจริงตามมาตรฐาน อย่างไรก็ดี หนังสือเรื่องการต่อลงดิน เล่มที่ 2 นี้ ไม่ใช่หนังสือมาตรฐานเรื่องการต่อลงดิน หรือ เพื่อใช้ทดแทนมาตรฐานแต่อย่างใด แต่การปฏิบัตินั้นไม่ว่าการออกแบบ การควบคุมงาน และการ ทดสอบ ให้ยึดถือมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยต่อไป ในมาตรฐานนานาชาติ (IEC) ดังกล่าว เรื่องการต่อลงดินของระบบไฟฟ้าโดยแท้จริงได้กล่าวไว้ใน าตรฐานคือ IEC 60364-1 และ IEC 60364-5-54 เท่านั้น แต่ว่าการต่อลงดินเป็นมาตรการหนึ่ง ความปลอดภัยจึงได้กล่าวไว้ใน IEC 60364-4-44 โดยละเอียด เจตนารมย์และหลักการของมาตรฐาน นานาชาติ (IEC) ฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ซึ่งต้องทำความเข้าใจชนิดของการต่อลงคินระบบ ให้เข้าใจในแนวเดียวกันก่อน พื้นฐานของความปลอดภัยานไฟฟ้าเริ่มจากการนำข้อมูลทางเทคนิคเรื่อง ผลของกระแสไฟฟ้าที่มีต่อมนุษย์และปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลของการทคลองที่ป้อนกระแสให้ มนุษข์และปศุสัตว์ที่จะทนได้เป็นเวลานานเท่าไรก่อนที่กระแสไฟฟ้าจะมีผลต่อการเต้นหัวใจที่ผิดจังหวะ ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตได้ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมากำหนดคํ่ความปลอดภัยในรูปกระแส (๓A), เวลา (วินาที) และนำมาประยุกต์ใช้ในรูปของเคอร์ฟของแรงดันและเวลา ซึ่งพอสรุปได้ว่าแรงดันปลอคภัย ของมนุษย์ คือ แรงคัน ร0 โวลต์ เป็นเวลาไม่เกิน 5 วินาที ซึ่งนำมาใช้ในรูปของสายดินป้องกัน (PE) ของวงจรความผิดพร่องและใช้อุปกรณ์ตัดตอนอัตโนมัติให้ทำงานภายในเวลาที่กำ สำหรับแต่ละชนิดของการต่อลงดินระบบ ในหนังสือนี้เราจะทราบข้อจำกัดของแต่ละระบบ และค่า ความด้านทานดินของแต่ละระบบ เดิมในสมัยก่อนการกำหนดค่ต่อลงดินบนพื้นฐานความปลอดภัย จากการที่ให้กระแสไหลกลับทางดิน เพราะว่าบ้านเรือนในยุโรปนั้นจะมีท่อประปาโลนะ ท่อน้ำร้อน โลหะ ฯลฯ และมีการต่อลงดินโดยอาศัยกระแสไหลกลับตามท่อสาธารณูปโภคดังกล่าว จึงมีค่าความ ด้านทานดินที่ต่ำ ต่อมาเนื่องจากปัญหาการกัดกร่อนของโลหะ ท่อประปาโลหะจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น ท่อพีวีซึ่ ซึ่งมีผลต่อค่าความต้านทานดิน เมื่อไม่สามารถใช้อุปกรณ์ตัคตอนอัตโนมัติทำงานได้ตามเวลา ที่กำหนดในมาตรฐาน จึงได้มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันไฟดูด (RCD) สำหรับในประเทศที่ใช้ระบบ TT (Tere-Tere) ในระบบ TN เดิมกำหนดความต้านทานดินต่ำมาก (2 โอห์ม) เพราะความกลัวเรื่องแรงดัน เกินขณะสายไฟตกกระทบพื้นที่เรียกว่าความผิดพร่องลงดินจะเกิดแรงดันเกินในสายตัวนำเฟสที่เหลืออีก สองเฟสเทียบกับดินไม่ให้เกิน 250 โวลต์ ต่อมาจึงพบว่าความด้านทานดิน 2 โอห์มนั้นไม่จำเป็น สามารถกำหนดเป็นค่าอื่นได้แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขของ Rt Z 3.6 R. ต่อมามีการพัฒนาได้นำหลักการ